Interviews | Diplomacy | Politics | East Asia

ตรวจ ลอตเตอรี่ งวด วัน ที่ 17 มกราคม 2562: Former Indian Foreign Secretary Vijay Gokhale on the Tiananmen Square Massacre

super rich slot,นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีในเดือนมิ.ย. รวมทั้งการคาดการณ์ที่ว่า อิหร่านอาจจะผลิตและส่งออกน้ำมันได้มากขึ้นเมื่อการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมีผลบังคับใช้ วิตกศก.โลกชะลอตัวกดดาวโจนส์ปิดวันศุกร์ร่วง 163 จุด AP คาดกำไรปีนี้นิวไฮจาก 2.61 พันลบ.ปีก่อน คงเป้ารายได้ 2.53 หมื่นลบ.ขณะที่ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปีจะมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านการเปิดโครงการจากผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกค่ายที่จะมีการเปิดโครงการมากขึ้น และการออกแคมเปญกระตุ้นยอดขาย โดยในส่วนของบริษัทก็จะออกแคมเปญกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง,PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,594.15 ล้านบาท ปิดที่ 319.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาทนายนรากร กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าผลการดำเนินการในปี 58 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไร แม้ในช่วงครึ่งแรกปีนี้อาจจะยังมีผลขาดทุนอยู่ก็ตาม เนื่องจากบริษัทได้ปรับแผนของการรับงานในกลุ่มรับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในครึ่งปีหลังที่จะเน้นรับงานที่ให้อัตรากำไร(มาร์จิ้น)สูง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้กลยุทธ์ตัดราคาเพื่อให้มีปริมาณงานมากขึ้น ส่งผลให้งานมีมาร์จิ้นต่ำ อีกทั้งบริษัทยังหันมารุกธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 35% และมีอัตรากำไรสุทธิ 11-12%สำหรับการลงทุนในหุ้นรายตัวช่วงครึ่งปีหลัง บล.เคที ซีมิโก้ มองการลงทุนใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มพลังงานหรือปิโตรเคมี อย่างหุ้นบมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTCG) ,บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่วนหุ้นที่มองว่ายังไม่น่าลงทุนคือ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) กับ บมจ.ปตท.(PTT) จากราคาน้ำมันที่ลดลง หลังอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับชาติมหาอำนาจได้ ทำให้สามารถผลิตและส่งออกน้ำมันได้ โดยอิหร่านยังมีน้ำมันที่รอขายอยู่ราว 20 ล้านบาร์เรล คาดว่าราคาน้ำมันดิบ ณ สิ้นปี 58 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลsuper rich slot?นายนรากร กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าผลการดำเนินการในปี 58 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไร แม้ในช่วงครึ่งแรกปีนี้อาจจะยังมีผลขาดทุนอยู่ก็ตาม เนื่องจากบริษัทได้ปรับแผนของการรับงานในกลุ่มรับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในครึ่งปีหลังที่จะเน้นรับงานที่ให้อัตรากำไร(มาร์จิ้น)สูง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้กลยุทธ์ตัดราคาเพื่อให้มีปริมาณงานมากขึ้น ส่งผลให้งานมีมาร์จิ้นต่ำ อีกทั้งบริษัทยังหันมารุกธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 35% และมีอัตรากำไรสุทธิ 11-12%ขณะที่ผลประกอบการปีนี้คาดว่าจะพลิกมีกำไรสุทธิ และมีรายเติบโตมาที่ 3 พันล้านบาทตามเป้าหมาย แม้ในช่วงครึ่งแรกปีนี้จะมีรายได้เพียง 900 ล้านบาทก็ตาม แต่ยอดขายจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจ ประกอบกับมีรายได้จากการรับจ้างผลิต(OEM) อาหารสัตว์เลี้ยงราว 500 ล้านบาทด้วย ขณะที่ศึกษาแผนการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนด้วย โดยได้เตรียมงบลงทุน 600 ล้านบาทเพื่อลงทุนในธุรกิจดังกล่าวด้วย โดยปีที่แล้ว TLUXE มีผลขาดทุนสุทธิ 10.67 ล้านบาท และมีรายได้รวม 2.16 พันล้านบาทมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปปิดแก๊ปที่ 1,444 BRQ15/1,929 Short ที่เปิดไว้ 1,967 บาท ทำกำไรได้ที่ 1,933 บาท เข้า Short ใหม่ ที่ 1,940 บาท เป้าหมายทำกำไร 1,910 ตัดขาดทุนเหนือ 1,955 บาททั้งนี้หลังการซื้อขายแล้ว Woyskovitsy จะถือหุ้นโดยบริษัทใหม่ในรัสเซียร้อยละ 80 และ CPF Netherlands ร้อยละ 20 และ Severnaya จะถือหุ้นโดยบริษัทใหม่ในรัสเซียร้อยละ 80 และ CPF Netherlands ร้อยละ 20 สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันศุกร์ที่ 24 ก.ค.58 สรุปหุ้นผู้บริหารดอดซื้อ-แอบทิ้ง ประจำวันศุกร์ที่ 24 ก.ค.58 ตลท.รับหลักทรัพย์ ABC-W2 เริ่มซื้อขายวันที่ 28 ก.ค.นี้อย่างไรก็ตาม กรณีที่บอกว่าแผนงานโครงการล่าช้า โดยพูดถึงแผนงานในปี 58-59 ต้องบอกว่า หลายเรื่องไม่ได้มีงบประมาณไว้ก่อน และมีหลายเรื่องที่เห็นว่ามีความจำเป็นจึงได้เร่งขึ้นมาทำก่อน ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อยังไม่มีการตั้งงบประมาณของโครงการไว้ก่อน พอจะเริ่มจึงทำได้ในส่วนของ งบศึกษาความเป็นไปได้ งบศึกษาสำรวจออกแบบ ดังนั้นการก่อสร้างจะไปเริ่มได้ในปี 59 ซึ่งต้องผ่านกระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ ศึกษาผลกระทบและตามมาด้วยการเวนคืนที่ดิน การขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อผ่านแล้วต้องเลือกบริษัทจึงจะก่อสร้างได้ ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่จะต้องแก้ไข ส่วนปี 59 มั่นใจว่าความสำเร็จในการดำเนินโครงการแทบจะใกล้เคียงกับแผนงาน จะผลกระทบน้อยมากเพราะได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ปี 58 แล้ว ราคาหุ้นบริษัท พีเออี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PAE ปิดตลาดวันนี้ ราคาอยู่ที่ 0.31 บาท ลบ 0.03 บาท หรือ 8.82% สูงสุดที่ 0.33 บาท ต่ำสุดที่ 0.31 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 24.48 ล้านบาทส่วนปัจจัยในประเทศที่จะกดดันดัชนีในขณะนี้มาจากภาวะเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะขยายตัวแค่ 2.6% เพราะแรงกดดันการส่งออก และปัญหาภัยแล้งที่ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง และกดตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ให้ลดลงราว 0.5% นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ของรัฐบาลยิ่งเป็นแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจมากขึ้น, เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.0994 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.0944 ดอลลาร์/ยูโร STOP LOSS ถ้าราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 2.46 บาท ลงไป ภาพของการฟื้นตัวดังกล่าว หากอ้างอิงวิธีการวิเคราะห์เทคนิค คาดว่าจะมี Momentum ที่ทำให้เกิด Technical Rebound ต่อเนื่องได้อีกระยะ แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดๆเข้ามา จะมีก็แต่ปัจจัยลบที่ยังคงรุมล้อมและเพิ่มเรื่องเข้ามาตลอด ล่าสุด ก.พาณิชย์ ได้มีการทบทวนตัวเลขส่งออกปีนี้จากเดิมว่าจะขยายตัว 1.2% อาจปรับลดลงเหลือ 0-0.5% นอกจากนี้มุมมองที่ย่ำแย่ต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง (2H58) ของสำนักวิเคราห์ต่างๆจนนำไปสู่กระแสปรับลดประมาณการณ์กำไรตลาดปี 2558 ก็เป็นตัวกดที่ทำให้ดัชนีฟื้นตัวขึ้นได้ยาก เนื่องจาก Valuation แพงสวนกับ Earning ที่ปรับลดลง ดัชนีจึงน่าจะมีพื้นที่ฟื้นตัวจำกัด ประเมินแนวต้านทางเทคนิคไว้ที่ 1,457 และ 1,472 จุด。

ทั้งนี้ คาดว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานให้อยู่ที่ประมาณ 15% เอาไว้ได้ นายกฯ รับการปรับครม.จะชัดเจนภายใน ก.ย.หรือเร็วกว่านั้น, EARTH เชื่อผลการดำเนินงาน 2H58 โตต่อเนื่อง ตั้งเป้าขายถ่านหินปีนี้ 10 ล้านตัน ยอดส่งออกเดือน มิ.ย.58 ติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน-นำเข้าติดลบ 0.21%。 PLANB (TP6.9*) : Support 5.85/5.6 Resistant 6.2/6.4BTC ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 0.26-0.28 บาท แนวต้าน 0.31-0.34 บาทSET Index : รีบาวน์ในกรอบจำกัด,super rich slot ,PT ปิด 10.10 +0.02 +6.45%โดยปลดเครื่องหมาย SP (Suspension) และ NC (Non-Compliance) และให้เริ่มทำการซื้อขายหลักทรัพย์ของ PK ในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร ได้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.58KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,357.26 ล้านบาท ปิดที่ 181.00 บาท ลดลง 1.00 บาทสำหรับดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นในเดือนก.ค.ขยับลงแตะ 52.2 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 2 เดือน จากระดับ 52.5 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นเดือนก.ค.ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 53.8 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เมื่อเทียบกับระดับ 54.4 ในเดือนมิ.ย. (-) ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ตลาดน่าจะเริ่มกลับมาให้น้ำหนักต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯอีกครั้ง ซึ่งมีโอกาสกดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนจนถึงการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค. คาดการณ์เบื้องต้นหุ้นกำไร 2Q15 ดี// Energy Petro: SCC PTTGC IVL BCP SCN IRPC / ICT: TRUE SAMTEL THCOM / Fin: MTLS SAWAD / Prop: LPN SC AMATA / Cons: CK ITD / Comm: CPALLหุ้นที่ปรับตัวลงกดดัน SET 5 อันดับแรกมีดังนี้ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริการจัดการด้านการผลิตของโรงงาน โดยขยายกำลังเพิ่มเป็น 2.3 หมื่นตันอ้อยต่อวัน ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณอ้อยเข้าหีบเพิ่มเป็น 2.5 ล้านตันอ้อย ก่อนเพิ่มเป็น 3 ล้านตันในฤดูการผลิตปี 59/60, เป้าหมายทางกลยุทธ์ระยะสั้นที่ 526-530 และ 540 ตัดขาดทุนที่ 506 บาทและโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี), สายสีเหลือง(ลาดพร้าว-สำโรง), สายสีชมพู(แคราย-มีนบุรี) จะล่าช้าไปเป็นปลายปี 58 ถึงต้นปี 59 ส่วนโครงการอื่นๆ ที่อยู่ในแผนงานปี 58 ยังคงเดินหน้าได้ตามแผนงานเดิมราคาปิด 21.70 แนวรับ 21.60-21.40 แนวต้าน 22.30-22.80 , 23-23.20 หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร AAV (คาดไตรมาส 2/58 เป็น low season ที่แข็งแกร่งกว่าปกติ ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันถูก, เป้าทางกลยุทธ์ 4.88-4.92 ตัดขาดทุน 4.70) และ IRPC (คาดกำไรไตรมาส 2/58 สูงสุดเป็นประวัติการณ์, เป้าทางกลยุทธ์ 4.38 และ 4.48-4.52 ตัดขาดทุน 4.12) ,SENA (ราคาปิดภาคเช้า 3.36)BTS (BUY: Consensus [email protected]) : ปี 58 คาดธุรกิจหลักกำไรโต 11.8%YoY จากส่วนแบ่งกำไรของ BTSGIF ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ระยะยาวคาดเป็นผู้ได้ประโยชน์จากโครงการประมูลรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในปี 58-60 จำนวน 8 สาย มูลค่า 1.4 ล้านลบ.แนวโน้มทางเทคนิคตรงนี้ถือว่าค่อนข้างต่ำ แต่จะต่ำกว่านี้อีกหรือไม่นั้นบอกยาก เอาว่าถึงจุด Oversold และราคาต่ำกว่า 4 บาทเห็นไม่บ่อยนัก แนวต้านตามเส้นกดทับอยู่ที่ 3.96 บาท ใครจะรับเก็งกำไร หรือถือโอกาสเก็บไว้ลืมๆ ก็ไม่เลว ข่าวดีกำลังจะออกมาอีกไม่นานนี้ละ。

“For a brief moment in time there was a spirit of openness and questioning, and I saw a side of the Chinese people that I have had no occasion to see again.”

Former Indian Foreign Secretary Vijay Gokhale on the Tiananmen Square Massacre
Credit: Flickr/AK Rockefeller

Reflecting on the brutal 1989 crackdown by the People’s Liberation Army on protesting students and activists who had occupied Beijing’s sprawling Tiananmen Square, Chinese writer Ma Jian once wrote “We were all victims of the massacre, whether we survived 4 June or not. Fear and avarice were crushing morality.” More than three decades later, as news of the Chinese Communist Party’s (CCP) repression in Xinjiang and Hong Kong becomes alarmingly commonplace, it is hard not to think of the past as prologue, that massacre was harbinger of the CCP’s slow but steady turn toward totalitarianism, now so starkly evident. The party’s fear and avarice continue to crush morality, with even greater impunity.

But because of this very link between the CCP’s past and present penchant for brutal silencing of dissenting voices, interest in the events of the spring of 1989 continues unabated, with new accounts of the massacre and the events leading up to it emerging in the recent years. A new book, “Tiananmen Square, The Making of a Protest: A Diplomat Looks Back,” by former Indian Foreign Secretary Vijay Gokhale greatly adds to this collection. A diplomat’s analysis shaped by firsthand experience – Gokhale was posted in the Indian Embassy in Beijing at the time, and later served as India’s ambassador to China – the book is, simultaneously, an excellent introduction to a tumultuous period in CCP history as well as a window into how senior Indian officials view the party and its beliefs.

In an email interview with The Diplomat’s Security & Defense Editor Abhijnan Rej, Gokhale discusses the massacre, how it was perceived abroad, and the long shadow it cast over China’s subsequent evolution.

You were posted in Beijing as an Indian diplomat during the events of 1989 in Tiananmen Square. What is the one memory from that time that is still vivid for you?

This event was a defining moment in Chinese politics. I still vividly recall the situation as if it were yesterday, and have dwelt on it in my new book. The abiding memory is of the thousands of Chinese students who came to the Square day after day to demonstrate peacefully. For a brief moment in time there was a spirit of openness and questioning, and I saw a side of the Chinese people that I have had no occasion to see again.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

What was the thinking in New Delhi both about the short- as well as long-term impact of the massacre on China’s domestic trajectory and international relations?

After a long gap of 34 years, India had restarted the dialogue with China at the highest level after Prime Minister Rajiv Gandhi’s visit in December 1988. In the short term, the government in New Delhi was concerned that the newly established equation might be disturbed by these political developments. Public consciousness in India about the developments in China was not as high as in the West and, therefore, the happenings in Tiananmen [Square] did not evoke the sort of interest and introspection as it did elsewhere. The Tiananmen Incident did not disrupt India-China relations and, in fact, marked the beginning of a new modus vivendi that survived until very recently.

At one point in your book, you write that following the dissolution of the Soviet Union, “The Chinese leadership drew the inference that America, and the West, in general, desired to effect regime change in communist states.” Decades later, how prevalent is that sentiment in China?

Since American Secretary of State John Foster Dulles talked about the desire of the West to effect “peaceful evolution” in Communist countries in the direction of democracy, the Chinese leadership has always believed that the West desires regime change. This view was reinforced by the Tiananmen protests, behind which the Chinese leadership saw a “foreign hand.” The collapse of the Soviet Union shocked them, and it became a subject for deep reflection and learning. The principal takeaway is that the Soviet Union collapsed because it had turned its back on its own historical and ideological experiences, and that China should remain true to its core belief in Chinese style socialism under the absolute leadership of the Chinese Communist Party (CPC). The correctness of this “line” is being reiterated under Xi Jinping as the CPC begins the second 100 years of its existence.

You also talk about the May 21, 1989 meeting after martial law had been imposed in Beijing where Deng Xiaoping and other senior leaders concluded that political reforms would be a no-go area. To what extent could Western powers discern this stance at that time?

I am certain that the West quickly realized that a factional struggle was underway in the Communist Party of China, and that [then CPC general secretary] Zhao Ziyang’s dismissal would likely lead to a doubling down on any sort of political liberalization. I do not believe that the West, therefore, entertained any illusions about democracy happening any time soon. If there was a misperception by the West it lay in the expectation that China might become more “normal” and thus amenable to Western influences, with engagement and economic progress. For such reason, the West tended to give them the benefit of the doubt until it was too late. In the past decade it has become clearer that the Communist Party of China is unlikely to “Westernize,” and now a policy adjustment is underway on both sides.

Turning to the present, to what extent do you assess increased centralization of power in the hands of Xi Jinping as a contributor to Chinese intransigence, both at home and abroad? Is Xi’s need to appear uncompromising part of his political survival strategy?

At one level, Xi is significantly centralizing authority. His actions appear as a reversal of Deng Xiaoping’s efforts to institutionalize the distribution of responsibilities and diffusion of power in the top leadership. At another level, however, Xi firmly holds as Deng also did, that the survival of the Communist Party must take precedence over all other factors. His current efforts at centralization, rectification, and re-education of cadres, and promotion of party history and values, ought to be viewed in this light. I think Xi regards it as his historical responsibility, and destiny, to keep the flag flying for the CPC by passing the “red gene” of communism onto the next generations. What might be viewed from the outside as a new phase of centralization, could well be survival strategy.

To your mind, what is the single biggest lacunae in contemporary analyses of China’s medium- and long-term trajectory? ?

We need to thoroughly disabuse ourselves of the notion that the Chinese reason and behave like the West, or even India. They are an old civilization with a long-standing strategic culture and a distinct worldview that is different from that of others. A more in-depth study is needed to isolate and identify the impulses and triggers for action. The West has excellent talent and resources while India has the better civilizational understanding, and collaborative efforts at analysis might yield a more accurate set of benchmarks to determine the long-term trajectory.