China, What's Next?

allbet 918: China’s Challenges: Environment

ตรวจ หวย สลาก การ กุศล,แนวรับ 1,390* , 1,387 จุด แนวต้าน 1,400* จุดGENCO ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 1.45-1.51 บาท แนวต้าน 1.64-1.70 // 1.86 บาท นิกเกอิปิดเช้าลบ 16.30 จุด เหตุเงินเยนแข็งฉุดหุ้นส่งออก?ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 3.40-4 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 3.36 บาทขณะที่นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในวันนี้ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนต.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเบื้องต้นเดือนพ.ย., ยอดขายบ้านใหม่เดือนต.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงท้ายเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสำหรับผลกระทบราคาน้ำมันต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม จากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย ยกเว้นกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ได้รับผลกระทบทางลบ เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง และ รัฐเซีย เป็นต้น , ส.อ.ท.คาดราคาน้ำมันโลกปีหน้ายังผันผวน-ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น สุขภาพหุ้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ให้โอกาสเราเป็นผู้ช่วยท่านตรวจสอบ และไขข้อข้องใจนะครับ คุณสุภชัยกล่าว โดยการก่อการร้ายที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีสัดส่วนเศรษฐกิจต่อขนาดเศรษฐกิจยุโรป 14.7% หรือขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหภาพยุโรปส่งผลกระทบต่อธุรกรรมทางเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวลง และมีผลต่อทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปทั่วยุโรปในระยะสั้นนอกจากนี้ แรงขายในหุ้นกลุ่มหลักๆ เช่น กลุ่มพลังงาน ธนาคาร และไอซีที ยังส่งผลให้ Call DW บนหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลงตาม ตัวอย่างเช่น PTT28C1602A -4.3% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -0.7% IRPC28C1602A -10.6% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -2.7% และ KBAN28C1603A -2.1% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -0.6% เป็นต้นSCB ทิศทางหลักอยู่ในแนวโน้มชะลอตัว โดยถอยลงทำจุดต่ำแถว 130 แล้วเริ่มสร้างแรงดีดตัว โดยผ่านเส้นกดขึ้นมา และทรงตัวอยู่เหนือเส้นเฉลี่ย 5 วัน ขณะที่ Mod stoch. วกตัวจากเขตขายมาก ตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยตัวเอง สะท้อนโอกาสที่จะเกิดแรงดีดตัวช่วงสั้นๆ ขึ้นได้ JUBILE ตั้งเป้ารายได้ปี 59 โต 10-15% จากปีนี้คาด 1.6 พันล้านบาท,โดยอันดับของไทยสูงขึ้นในทุกตลาดส่งออกสำคัญ สอดคล้องกับส่วนแบ่งตลาดของไทยที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าแม้ในภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว แต่ไทยยังรักษาความสามารถทางการส่งออกไว้ได้ ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป(27) ECF มั่นใจปีนี้รายได้โตตามเป้า เล็งส่งเฟอร์นิเจอร์ลิขสิทธิ์ DISNEY ขยายตลาดJAS มูลค่าการซื้อขาย 870.00 ล้านบาท ปิดที่ 5.05 บาท ลดลง 0.05 บาทผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/58 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิและรายได้มากกว่าไตรมาส 3/58 และมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทเห็นสัญญาณของการขายและการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์เริ่มดีขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ย.ที่ผ่าน หลังจากรัฐบาลส่งสัญญาณจะเข้ามากระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้คาดว่าจะดีขึ้นจากไตรมาส 3/58 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นกลับมา และเริ่มเห็นการซื้อและการโอนโครงการต่างๆเพิ่มมากขึ้น。 ขณะที่ช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ต.ค.58) การส่งออกขยายตัวลดลง 5.32% มีมูลค่า 180,129 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการนำเข้าขยายตัวลดลง 11.27% มีมูลค่า 170,270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยดุลการค้าในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้เกินดุล 9,859 ล้านเหรียญสหรัฐฯราคาหุ้นบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 8.55 บาท บวก 0.35 บาท หรือ 4.27% สูงสุดที่ 8.95 บาท ต่ำสุดที่ 8.50 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 18.58 ล้านบาท。

ขณะที่ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 19,875.99 จุด ลดลง 3.82 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,602.89 จุด ลดลง 7.43 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 22,593.09 จุด ลดลง 72.81 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 8,472.24 จุด ลดลง 13.49 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 2,004.29 จุด เพิ่มขึ้น 0.59 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,902.71 จุด ลดลง 0.78 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,678.68 จุด เพิ่มขึ้น 7.78 จุด,ดังนั้นจึงเชื่อว่าจากการที่สินค้าไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ ประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนผู้ประกอบการ และกระทรวงพาณิชย์เองที่ยังเดินหน้าในการทำตลาดสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัวและกำลังซื้อของประชาชนทั่วโลกเริ่มดีขึ้นนั้น ก็เชื่อว่าจะทำให้การส่งออกของไทยในปี 59 สามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้อย่างแน่นอนสำหรับใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของ ECF ครั้งที่ 1 (ECF-W1) อายุ 3 ปี จำนวน 260 ล้านหน่วย ว่า บริษัทจะเปิดให้แจ้งความจำนงในการใช้สิทธิครั้งแรก ในระหว่างวันที่ 23-27 พ.ย. 58 และกำหนดวันใช้สิทธิวันที่ 30 พ.ย. 58 โดยกำหนดอัตราการใช้สิทธิแปลงสภาพที่ ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย มีสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ในราคาการใช้สิทธิหุ้นละ 0.50 บาท ขณะที่ช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ต.ค.58) การส่งออกขยายตัวลดลง 5.32% มีมูลค่า 180,129 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการนำเข้าขยายตัวลดลง 11.27% มีมูลค่า 170,270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยดุลการค้าในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้เกินดุล 9,859 ล้านเหรียญสหรัฐฯด้านนายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับทรัพย์สินที่TREITจะเข้าไปลงทุนเพิ่มเติมนั้นรวมจำนวน 53 ยูนิต มีพื้นที่ทั้งสิ้น 155,182 ตารางเมตร ได้แก่ คลังสินค้าของบริษัท ไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค จำกัด หรือทีพาร์ค คือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิทธิในการเช่าที่ดินจำนวน 46 ยูนิต พื้นที่ 133,282 ตารางเมตรส่วนอีก 7 ยูนิตนั้นเป็นโรงงานของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไทคอน คือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิทธิในการเช่า รวมพื้นที่ 21,900 ตารางเมตร โดยเป็นสัดส่วนคลังสินค้าประมาณ86%และโรงงานประมาณ14% และมีโครงสร้างของทรัพย์สินที่ลงทุนเป็นการลงทุนในกรรมสิทธิ์ (Freehold)ประมาณ47% และเป็นการลงทุนในสิทธิการเช่า (Leasehold)ประมาณ53%กลยุทธ์ที่แนะนำช่วงบ่าย: คาดแกว่งตัวในกรอบ 1,390-1,400 จุดต่อ โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,400 จุด ได้อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ดีหากดัชนีปรับตัวลงมาต่ำกว่า 1,390 จุด จะเริ่มเป็นสัญญาณไม่ดี และนักลงทุนควรเริ่มระวังการถือครองหุ้นอีกครั้ง กลยุทธ์ ซื้อเก็งกำไรหรือซื้อดักการฟื้นตัวของตลาด แต่หากต่ำกว่า 1,386 จุด เป็นสัญญาณขายลดพอร์ต ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ FORTH (รับ 9.50 ต้าน 10.0 cut 9.40) และ WIIK (รับ 3.20 ต้าน 3.50 Cut 3.06), พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้ว 29.5 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ตอนช่วงต้นปีที่ 28.8 ล้านคน และจากปีก่อนที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาจำนวน 24.7 ล้านบาทประเด็นจับตา/ติดตาม: ปัจจัยต่างประเทศ : 24 พ.ย. รายงาน GPD Growth งวดไตรมาส 3/58 ของสหรัฐ ครั้งที 2 คาดการณ์ที่ 1.9%จากไตรมาสก่อน (annualized) จากครั้งก่อนหน้าที่ 1.5%จากไตรมาสก่อน (annualized) // 27 พ.ย. ประชุมบอร์ด OPEC เกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลก,หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงลง โดยหุ้นอันโตฟากัสต้า ดิ่งลง 2.4% หุ้นเกลนคอร์ ร่วงลง 2.2% และหุ้นบีเอชพี บิลลิตัน ดิ่งลง 1.7%,หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง โดยหุ้นโททาล ร่วงลง 1.1% หุ้นบีจี กรุ๊ป ปรับลง 0.7%ปัจจัยในประเทศ: ตัวเลขส่งออกเดือน ต.ค. คาด -7.4% (เดือนก่อนหน้า -5.51%) นำเข้า คาด -17.29% (เดือนก่อนหน้า -26.20%)โดยการมุ่งขยายตลาด AEC นั้น บริษัทฯ วางแผนขยายสินค้าผ่านบริษัทร่วมทุน 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาและเจรจากับพันธมิตรเพิ่มเติมในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมาร์ เพื่อขยายสาขารับกำลังซื้อในตลาด AECอย่างไรก็ดี อาจจะมีกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีนำเรื่องดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับการเดินทางมาเรียกร้องของกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าว กับเรื่องการบริหารงานของการบินไทย จนทำให้เกิดการส่งต่อข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์แจ้งเตือนผู้โดยสารที่จะเดินทางกับสายการบินไทยในวันดังกล่าวให้เผื่อเวลาเพราะเหตุพนักงานภาคพื้นดินจะนัดชุมนุมหยุดงานกัน ,หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง โดยหุ้นแอปเปิล ดิ่งลง 1.3% หุ้นอิเล็กทรอนิก อาร์ทส์ ร่วงลง 4.8% หุ้นฮิวเล็ต-แพคการ์ด ร่วงลง 2.5% และหุ้นอนาล็อก ดีไวซ์ ดิ่งลง 4.4% ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับปัจจัยลบจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ โดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองในเดือนต.ค.ร่วงลง 3.4% สู่ระดับ 5.36 ล้านยูนิต ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ายอดขายบ้านมือสองในเดือนต.ค.ลดลงสู่ระดับ 5.4 ล้านยูนิตนอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดูการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ในวันที่ 4 ธ.ค.นี้ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กลุ่มโอเปกจะคงโควต้าการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิมที่ 30 ล้านบาร์เรล/วันในการประชุมครั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 35.50 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 4.41% ต่ำสุดที่ 33.75 บาท สูงสุดที่ 35.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 497.55 ล้านบาท , จับตาตัวเลขศก.ต่างประเทศ SET พรุ่งนี้เสี่ยงลงต่อแนวรับ 1,390* , 1,387 จุด แนวต้าน 1,400* จุด นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน(MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คาดเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะได้รับปัจจัยเชิงบวกจากอุปสงค์ภายนอก และหากประเทศไทยสามารถเสริมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัจจัยภายในเข้ามาช่วยเสริม โดยเฉพาะการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนของงบประมาณปี 59 ให้มากขึ้นจากปัจจุบันที่มีการเบิกจ่ายได้เพียง 4% ซึ่งจะยิ่งผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 เติบโตได้ถึง 3.5% และจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีเติบโตไม่น้อยกว่า 3% ได้ อุตสาหกรรมยางแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็น 94%-98% ของต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตยางแปรรูปแต่ละราย ผู้ประกอบการจึงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคายางธรรมชาติ ดังนั้น กำไรและกระแสเงินสดของผู้ประกอบการจึงมีความผันผวนอย่างมาก ทั้งนี้ ในระหว่างปี 2553-2557 บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา (ไม่รวมการกลับรายการของการด้อยค่าของสินค้าคงเหลือ) เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 0.64%-3.79% และกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ระหว่าง 1,490-4,945 ล้านบาทนักลงทุนจับตาดูสถานการณ์ของโฟล์คสวาเกนอย่างใกล้ชิด หลังจากโฆษกสำนักงานอัยการในเมืองบรอนชวิกของเยอรมนี กล่าวว่า อัยการเยอรมนีกำลังทำการสอบสวนการหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัทโฟล์คสวาเกนที่เกี่ยวข้องกับการโกงการตรวจสอบมลพิษในไอเสียทั้งนี้ การสอบสวนเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพนักงาน 5 คนของโฟล์คสวาเกน ซึ่งเป็นการยืนยันรายงานข่าวจากสื่อมวลชนก่อนหน้านี้สำหรับแนวโน้มรายได้ปี 58 บริษัทคงเป้ารายได้ที่ 3 พันล้านบาท เติบโตจากปี 57 ที่มีรายได้ 402.43 ล้านบาท และแนวโน้มผลประกอบการปี 59 ก็มั่นใจว่าจะพลิกกลับมามีกำไรแน่นอนตามแผนที่วางไว้ โดยเบื้องบริษัทตั้งงบลงทุนราว 1-2 หมื่นล้านบาท เพื่อเดินหน้าซื้อกิจการมาบริหารเพิ่มทั้งโรงแรม อาคารสำนักงาน หรืออสังหาริมทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษัทเตรียมจะแถลงแผนการดำเนินงานในเดือนม.ค. 59。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’