Pacific Money

ดู ลอตเตอรี่ วัน ที่ 16: China Powers “Two World” Economy

เครดิต ฟรี แบบ ไม่ ต้อง ฝาก ไม่ ต้อง แชร์,บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (7 เม.ย.) ว่า โครงสร้างราคา PLAT ที่คาดว่าน่าจะจบการพักตัวลง และกำลังเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ที่น่าสนใจ จากตัวช่วยสัญญาณที่ขายมากเกินไป และกราฟแท่งเทียนที่แสดง Bullish Engulfing รวมถึงเพิ่มขึ้นของ Volume คำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 5.85-6.00 บาท แนวต้าน 6.20-6.30 / 6.55 บาทโดยดัชนี Stoxx Europe 600 บวก 0.8% แตะ 401.06 เมื่อเวลา 8.14 น.ตามเวลาลอนดอน,รวมถึงบริษัทไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผยหรือสารสนเทศที่มีนัยสำคัญที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาและอาจเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะเวลาอันใกล้ ขณะเดียวกัน บริษัทไม่ทราบถึงสาเหตุอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหรือไม่ นิกเกอิปิดเช้าบวก 82.88 จุด จับตาผลประชุมบีโอเจก่อนหน้าที่เฟดจะเปิดเผยรายงานการประชุมนั้น นายเจโรม โพเวลล์ ซึ่งเป็นผู้ว่าการคนหนึ่งของเฟดกล่าวว่า เขาเต็มใจที่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ แม้ขณะนี้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่เขาก็เตือนว่าเฟดควรดำเนินการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังจากนั้นอย่างช้าๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์,MFEC ราคาปิด 8.50 บาทแนวต้าน 1.24-1.33 // 1.50 บาทIFS Capital (IFS TB; THB 3.92) ซื้อ ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น บริษัทได้รุกขยายตลาดให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศสมาชิกในอาเซียนจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐษกิจอาเซียน(AEC) ในปลายปีนี้ เป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการค้าการลงทุน ทำให้บริษัทสามารถเก็บเกี่ยวรายได้ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) เผย กกร.ได้ปรับลดคาดการณ์การส่งออกปีนี้เหลือโตไม่เกิน 1% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 3.5% เนื่องจากสถานการณ์การฟื้นตัวของภาคส่งออกยังหดตัวติดต่อกันสองเดือน อันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่ผู้ส่งออกไทยยังคงต้องเผชิญอยู่ในปีนี้,ทั้งนี้คาดว่า SAWAD จะมีกำไรไตรมาสแรก เติบโต 45.9% จากปีก่อนจากการเติบโตของสินเชื่อเติบโต 37.3% จากปีก่อน และรายได้ที่ไม่ใช้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 20.2% จากปีก่อน และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (net-interest margin) ก็จะขยายตัวจากต้นทุนการเงินที่ลดลงลุ้นยืนเหนือ 1,550 จุด อีกครั้ง ติดตามรายงานการประชุม Fed คืนนี้: ด้วยปัจจัยหนุนจาก 1) มาตรา 44 เร่งโครงการลงทุนภาครัฐฯ ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า เป็นปัจจัยเข้าเก็งกำไรการเลือกตั้งต้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ (SEAFCO CK) วัสดุก่อสร้าง (SCC TPIPL TASCO TNS ไม่ได้ทำการวิเคราะห์พื้นฐาน TASCO และ TPIPL ) และเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมต่อการเติบโตสินเชื่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (KBANK KTB) 2) ผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มพลังงาน กลับมามีกำไรใน 1Q15 อีกครั้ง 3) การผ่อนผันกรณี Charter Flight ของเกาหลี และญี่ปุ่น รวมไปถึงการยกเลิกกฎอัยการศึก เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงแรม (AOT CENTEL MINT) ทำให้เราคาดว่า SET จะสามารถยืนได้เหนือ 1,550 จุด อีกครั้ง ขณะที่ปัจจัยที่ติ้งติดตามคืนนี้ ได้แก่ รายงานการประชุม Fed ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการเลื่อนหยุดเดินเครื่องโรงโอเลฟินส์ I-4/1 และ หน่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์พลอยได้นี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทอนึ่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท คันทรี่กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2558 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท และบริษัทย่อยเข้าซื้อหุ้นสามัญของ PDI จำนวน 33,922,600 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท คิดเป็น 15.01% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 16.833 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 571.02 ล้านบาทจากบริษัท Bali Ventures Limited ขณะที่ DW บนหุ้นน้ำมัน ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยระหว่างวัน หนุนโดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นซึ่งช่วยให้ราคาหุ้นพลังงานปรับตัวขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังมี DW ในหุ้นเทคโนโลยี ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่การซื้อขาย SET50 DW นั้นเงียบเหงาลงไปบ้างจากการที่ดัชนีหลักทรัพย์อ้างอิงแกว่งตัวในกรอบแคบ โดยนักลงทุนยังคงให้ความสนใจต่อ SET50 Call ในสัดส่วนที่สูงกว่า SET50 Putราคาปิด 1.38 ตัดขาดทุน 1.31 CHO กราฟดีขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับหุ้นตัวนี้ แต่ถือว่ายังมาน้อยและต้องดีกว่านี้อีกเยอะ ราคาที่ไหลลงลึก แต่เทคนิคบอกเกิด Bullish divergence อย่างนี้จัดเบาๆ ไม่ได้นะ เพราะเวลามาจะวิ่งเป็นพายะบุแคม วันก่อนบอกไปแล้วว่าปีนี้เป็นปีที่โดดเด่นและจะต่อเนื่องไปอีกหลายปี เพราะมีงานในมือที่รอรับรู้ไม่น้อย ส่วนโครงการที่รอลุ้นคือต่อเรือตรวจการณ์ของกองทุนมูลค่าหลายพันล้านบาทถ้าข่าวนี้ออกราคาน่าจะแรง และสิ่งที่เลิศหรูฝุดๆ คือ CHO เป็นหนึ่งในแกนนำ ลงขันกันใส่เงินตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองใหม่ โดยจะมีการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคทั้งระบบ รวมทั้งรถไฟฟ้าซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐ โดยคาดว่าบริษัทจะเป็นผู้ที่ได้รับงานดังกล่าวจำนวนหลายพันล้านบาทบริษัทจะโตอย่างบูรณาการชั่วลูกชั่วหลาน แต่ที่กำลังจะร้อนแรงมากสุดในเวลาอันใกล้นี้คือ การที่บริษัทเพิ่งตัดสินใจหมาดๆ กระโดดเข้าประมูลรถเมล์ NGV 489 คัน หลังจากที่เคยประกาศว่าไม่เข้าร่วม เมื่อพิจารณาต่างๆ และคุยกับพันธมิตร จึงสรุปว่ายื่นประมูลเต็มตัว ถ้าเป็นงั้น เราก็ต้องลุยหุ้นด้วย เล็งกราฟดีๆ ตั้งลำสวยมาก เจอกัน 4 บาท สภาวะของตลาดที่ยังคงมี Current PER 18 เท่า ซึ่งสูงเกินกว่าปกติที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานโดยรอบยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการปรับลด GDP Growth หรือ การการรายงานผลประกอบการงวด 1Q58 ที่อาจส่งผลต่อเนื่องต่อการปรับ EPS Growth ลง เหล่านี้ล้วนเป็น หนามยอกอก ที่ทำให้ดัชนีขึ้นลำบาก การเข้าไล่ซื้อของสถาบันในประเทศหรือแม้แต่พอร์ตโบรกเกอร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงไม่น่าจะเป็นการระยะยาว แต่น่าจะเป็นเพียงแค่ซื้อเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้นๆเท่านั้น,ขณะที่บริษัทยังคงตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ที่ 1.75 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้เฉพาะของ PF ไม่รวมรายได้จากการควบรวม บริษัท ไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TPROP และ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND อีก 2.5 พันล้านบาทจากแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/58 ที่จะออกมาดี จึงเชื่อว่าทั้งปีนี้ทั้ง 3 ธุรกิจหลักจะได้รับผลดี นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคต เช่น โครงการตลาดนัดติดแอร์ เดอะ มาร์เก็ต บาย แพลทินัม ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าแพลทินัมปัจจุบันกว่า 3 เท่า คาดว่าเริ่มเปิดดำเนินการได้ในไตรมาส 3/60 ตั้งเป้าทำรายได้กว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี , นักลงทุนชะลอซื้อขาย ราคาทองปิดวานนี้ร่วง 7.5 ดอลล์นายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เฟดยังคงสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. ถ้าหากข้อมูลเศรษฐกิจบ่งชี้ถึงการขยายตัวในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ถึงแม้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะอ่อนแอในช่วงต้นปีโดยเปิดตลาดที่ราคา 18.80 บาท ระหว่างวันราคามีการปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 19.30 บาท และย่อตัวลงแตะระดับต่ำสุดที่ 18.50 บาท อย่างไรก็ดี หากมีความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าวผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบในครั้งต่อไป。

นอกจากนี้บริษัทยังให้น้ำหนักด้านสื่อสารการตลาดและสร้างแบรนด์ ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มากขึ้นรองรับการตลาดวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มฟื้นตัวที่ดี หลังภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายเต็มที่เพื่อลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของภาคเอกชนและผู้บริโภคในการใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้าง นำไปใช้ในการปรับปรุงหรือก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นสำหรับสต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 60.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 817,000 บาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากข่าวที่ว่า ซาอุดิอาระเบียผลิตน้ำมันได้สูงถึง 10.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมี.ค.,ทยอยซื้อสะสมและควร Follow Buy แนะนำซื้อ PTTGC โดยมีแนวรับที่ 56.75 และ 56.50 และมีแนวต้านที่ 58.00 และ 60.00 เป็นจุดขายทำกำไร, ดาวโจนส์ปิดวานนี้ปรับขึ้นหลังตลาดคลายกังวลเฟดSYNTEC (BUY: Consensus [email protected]): ปี 58 คาดกำไรโต 46%YoY โดยปัจจุบันมีงานในมือกว่า 10,600 ลบ. เพิ่มขึ้น 6%YoY ซึ่งคาดรับรู้รายได้ปีนี้ 30% และงานที่อยู่ระหว่างประมูล 1.49 หมื่นลบ. บริษัทมั่นใจจะได้รับงานถึง 30% จากปี 58 ตั้งเป้ารับงานเพิ่ม 8 พันลบ. ดังนั้นด้วยพื้นฐานสดใสและเน้นรับงานมาร์จิ้นดีมากขึ้น + Div. Yield เฉลี่ย 2.8% เราจึงแนะนำ ซื้อ 。 กลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดจะเริ่มตื้อๆ ที่แนวต้าน 1553 จุด และหลังจากนั้นจะตามมาด้วยการอ่อนตัวระยะสั้น เพื่อลดความร้อนแรงบ้าง ซึ่งหากต่ำกว่า 1538 จุด จะเป็นสัญญาณที่ชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้น่ากลัว มองแนวรับจะอยู่ที่ 1520-1525 จุด และเราให้ใช้ฐาน 1510 จุด เป็นจุดติดตามถึงการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นปรับตัวขึ้นได้ต่อ การลงสลับไม่ควรต่ำกว่าแล้ว ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ EMC (รับ 0.94 ต้าน 1.02 Cut 0.89) และ SF (รับ 7.15 ต้าน 7.95 Cut 6.90) STOP LOSS ถ้าราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 240 ลงไปขณะเดียวกันการผลิตและสต็อกน้ำมันสหรัฐยังคงสูงมาก และถ้าอิหร่านผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกอีก 1 ล้านบาร์เรล/วันจะทำให้มีปริมาณน้ำมันดิบส่วนเกินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 ล้านบาร์เรล/วัน กลยุทธ์การลงทุน จึงเน้นเก็งกำไรตามรอบเป็นหลักบล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (7 เม.ย.) ว่า โครงสร้างราคา PLAT ที่คาดว่าน่าจะจบการพักตัวลง และกำลังเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ที่น่าสนใจ จากตัวช่วยสัญญาณที่ขายมากเกินไป และกราฟแท่งเทียนที่แสดง Bullish Engulfing รวมถึงเพิ่มขึ้นของ Volume คำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 5.85-6.00 บาท แนวต้าน 6.20-6.30 / 6.55 บาท ,โดยคิดเป็นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท คิดเป็นร้อยละ 15.01 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของPDI (หุ้นที่จะซื้อ) ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 16.833 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 571.02 ล้านบาท จาก Bali Ventures Limited ( ผู้ขาย ) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ PDI โดยมิได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัททั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.ร่วงลง 7.5 ดอลลาร์ หรือ 0.62% ปิดที่ 1,203.10 ดอลลาร์/ออนซ์, สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนพ.ค.ลดลง 38.6 เซนต์ ปิดที่ 16.454 ดอลลาร์/ออนซ์, สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค.ลดลง 7.6 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,166.30 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมิ.ย.ร่วงลง 13.30 หรือ 1.7% ปิดที่ 755.70 ดอลลาร์/ออนซ์ กูรูจับมือเชียร์ PLAT เทคนิคมาเต็ม จับตาเป้า 3-5 ปี รายได้โตเท่าตัว,ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากข่าวที่ว่า ซาอุดิ อารามโก ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันประจำเดือนพ.ค.สำหรับลูกค้าในเอเชียอีก 30 เซนต์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่สองอย่างไรก็ตามยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2558 ของ BBL ไว้ที่ 40 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% จากปีก่อน ถึงแม้ว่าสินเชื่อในไตรมาส 1/58 ของ BBL จะหดตัวลง แต่มองว่าด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านสินเชื่อรายใหญ่ของ BBL จะทำให้ได้ประโยชน์จากการลงทุนขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่น่าจะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปี 58 คงราคาพื้นฐาน 233 และยังคงแนะนำ ซื้อ นักลงทุนชะลอซื้อขาย ราคาทองปิดวานนี้ร่วง 7.5 ดอลล์MINT ซื้อ เริ่มแกว่งตัวขึ้นหลังจากทะลุกรอบสามเหลี่ยมด้านเท่าระยะกลางขึ้นไปแล้วพักตัวสร้างฐาน เครื่องมือ DI+ อยู่เหนือ DI- ต่อเนื่อง คาดว่าจะสามารถแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกที่ 36.00 บาท และเป้าหมายถัดไปที่ 38.00 บาทGUNKUL (BUY:[email protected]): จัดเป็นGrowth Stock ดาวเด่นในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนโดยปี58คาดกำไรโต36.9%YoY และโตต่อ67.6%YoY ในปี59จากงานEPC ที่ยังคงโตต่อเนื่องและรับรู้รายได้จำหน่ายไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศซึ่งจะเริ่มมีความชัดเจนนับตั้งแต่ปี59ซึ่งนับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บริษัทโตอย่างมั่นคงในอนาคตเพราะรายได้ไม่ผันผวนและยังมีมาร์จิ้นที่ดีจึงยังคงแนะนำซื้อRes 8.50 / Sup 7.75。

A recent report tells investors to think of the global economy in terms of “two separate narratives.”

“We are moving away from a U.S. – or Europe-led world to a world led by China,” writes Stephen King, Chief Global Economist at HSBC in a report released on Wednesday.

HSBC’s Emerging Market Index for the last quarter of 2012 tells investors to think of the global economy in terms of “two separate narratives.” The first is the “old world” consisting of the U.S. and Europe, which continue to experience an ongoing deleveraging. The second is the “new world” consisting of the “structurally dynamic” emerging markets in general, but China in particular.

In fact, HSBC projects that “China will make its biggest-ever contribution to global growth in 2014.”

Part of this is attributable to a slight improvement in China’s economy, which HSBC expects will grow by 8.6% in 2013, up from 7.8% in 2012. Although this is more robust than the 5.4% growth rate HSBC expects from the emerging markets as a whole, it is still a slower rate of growth than China experienced in the pre-financial crisis era.

Still the slower rate of growth is not as consequential as one might expect, at least in terms of China’s impact on the world economy. This is because the Chinese economy is much larger than it was when it was growing by double digit growth rates. “As a result,” King writes, “although its own growth rate may have slowed, its contribution to global growth is on the rise.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

King illustrates this trend by pointing to the increase many countries have experienced, in terms of the percentage of their GDP that comes from their exports to China. This is especially true for countries located near China and, to a slightly lesser extent, commodity producing economies. For example, whereas South Korea’s exports to China amounted to just 3.5% of GDP in 2000, 12% of Seoul’s GDP came from its exports to Beijing in 2012.

It was hardly alone. In fact, a HSBC report from November of last year noted that every country in Asia except for India had seen its export exposure to China—exports to China as a percentage of a country’s total exports—increase between 2006 and 2011. The increase was especially striking in Australia, given its location and commodity production. According to Saul Eslake, chief economist at Bank of America’s Merrill Lynch division in Melbourne, Australia ships about 28% of its exports to China and Beijing indirectly sets the price that other countries pay for another 30% of Australia’s exports.

HSBC also singled out Malaysia and Singapore as other Asian nations whose export exposure to China has grown in recent years. Not surprisingly, non-Asian countries that have seen the largest increase in their exposure to exports to China are typically commodity producers, the report said, explicitly listing Chile, Kazakhstan, Saudi Arabia, and Angola. Angola is a particularly interesting case. With a GDP of U.S. $101 billion in 2011, Angola has become China’s fourteenth most important source of imports, the report says, ahead of countries like France, Canada, Italy, the UK, and even India, which borders on China and boasts an economy over 18 times as large (U.S.$1.85 trillion) as Angola’s. In light of this, HSBC concludes that, “the lack of trade between India and China must count as one of the great missed opportunities of recent years.”

But if India’s paucity of trade with China makes it an outlier in Asia, it would be quite at home in the “old world” nations in North America and Europe.

“The ‘old world’ has yet to catch the China express,” HBSC writes. Indeed, U.S. exports to China are only 0.7% of Washington’s GDP, with Canada, France, and Italy roughly equivalent. On the other hand, the U.K.’s exports to China are even lower, making up just 0.4% of London’s gross output. Germany’s far better than other members of the EU in this (and most other) regards, with about half of EU exports to China coming from Germany, according to the European Council on Foreign Relations (ECFR).  The same ECFR report, published in May of last year, estimated that just under 7% of German exports go to China, making it Germany’s third largest export market after the EU and the U.S.

Still HSBC cautioned against putting too much stock into this, noting that: “Germany’s heightened trade relationship with China has been absolutely swamped by an even bigger increase in its dependency on the rest of Europe.”

Thus is the reality of a two world economy.

Zachary Keck is assistant editor of The Diplomat. He is on Twitter: @ZacharyKeck.