China, What's Next?

ตรวจ ลอตเตอรี่ ประจำ วัน ที่ 1 มีนาคม 63: China’s Challenges: Environment

สอน อ่าน เค้า ไพ่,ขณะที่ราคาหุ้น DAIIณ เวลา 15.10น. ราคาอยู่ที่ 4.54 บาท บวก 0.70 บาท หรือ 18.23% สูงสุดที่ 4.78 บาท ต่ำสุดที่ 3.84 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 76.18 ล้านบาท ปีนี้เรามองว่ารายได้ก็คงไม่ได้เติบโตกว่า แต่น่าจะทำได้ใกล้เคียงปีที่แล้ว เพราะเศรษฐกิจแย่มาก ขณะที่เราเองก็ไม่ได้มีการลงทุนขยายสาขาเพิ่ม แต่จะเป็นการจับมือกับพันธมิตรในประเทศนำสินค้าไปขาย ซึ่งก็อยู่ระหว่างเจรจา นายนิพนธ์ กล่าวS50H16/785.00ทั้งนี้ คาดว่า การเพิ่มขึ้นของโครงการรัฐและการเร่งตัวของโครงการต่าง ๆ ในไตรมาส 4/58 จะช่วยรักษาเติบโตที่แข็งแกร่งต่อเนื่องไปในไตรมาส 1/59 ซึ่งหมายถึง P/E น่าจะซื้อขายในระดับที่สูงขึ้นอีกจากราคาที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น,INTUCH ปิดที่ 45.75 บาท ลดลง 3.75 บาทขณะที่ กลุ่มพลังงานและไอซีที ยังคงเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงจากแรงขายที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ Put DW ปรับตัวขึ้น เช่น PTT28P1602A +33.9% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -4.6% ADVA28P1604A +13.0% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -8.4%สำหรับทางเทคนิค ราคาของ UNIQ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในสัปดาห์สุดท้ายของปี 58 ส่งผลทำให้ Price Pattern ของ UNIQ ได้กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) รอบใหม่ จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, และ Monthly Buy Signal ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นการทำ New High ครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญของการทำ New High รอบนี้อยู่ที่ 25.50 บาทสอน อ่าน เค้า ไพ่,NCL (2.24 บาท)แนวรับ 3.50-3.58 บาทแนวต้าน : 1,265 และ 1,270จุด แนวต้าน : 1,277 และ 1,280ทั้งนี้ บริษัทมองว่าธุรกิจในประเทศปีนี้คงยังไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่สดใส โดยคาดว่ารายได้ในปี 59 จะใกล้เคียงกับปีก่อน เพราะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้า ไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับธุรกิจของ KCM ที่เน้นกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านทั่วไปดัชนีเปิดปรับตัวลงด้วยแท่งเทียนสีดำยาวแสดงถึงภาวะPanic ระหว่างวันมีแนวต้าน 1,269 จุด ผ่านขึ้นมาจะเป็นสัญญาณซื้อเก็งกำไรตาม การทดสอบไม่ผ่านจะมีแนวโน้มปรับตัวลงที่แนวรับจุดต่ำรอบที่ผ่านมา 1,258 / 1,251 จุดตามลำดับ ไม่ควรสร้างจุดต่ำใหม่กว่าลงไป MACD ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยในแดนลบ เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มลงเคลื่อนไหวเหนือแนวโน้มขึ้น RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 30คาดดัชนีมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อในภาคบ่าย เรามองว่าในหุ้นกลุ่มสื่อสารอยู่บริเวณแนวรับทางเทคนิค มองจะมีแรง Short Sell ตามหากหลุดแนวรับ สำหรับหุ้นกลุ่มที่แนะนำสะสมเมื่อดัชนีอ่อนตัว คือ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาล (KSL, BRR) ซึ่งจะเข้าฤดูกาลหีบอ้อย ในช่วงเดือน ธ.ค. และคาดว่าจะได้ผลดีจากราคาน้ำตาลที่ปรับขึ้นมาในช่วงปลายปี 58โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะนำ เกียร์เฮด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2559 ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนได้ในช่วงไตรมาส 4/2559 อนึ่ง BEM เริ่มซื้อขายวันนี้เป็นวันแรก โดยตลาดกำหนดว่าไม่มีราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด ด้านการควบรวมกิจการ (Amalgamation) ระหว่าง BECL และ BMCL ได้แล้วเสร็จตั้งแต่ ธ.ค.58 และตลาดหลักทรัพย์ฯ นำ BEM เข้าคำนวณในดัชนี SET100 แทน BMCL และ BECL และในดัชนี SETHD แทน BECL สำหรับรอบครึ่งแรกปี 2559 ซึ่งจากการที่มี Market Cap ใหญ่มากในหมวดขนส่ง คาดว่าในอนาคตมีโอกาสจะเข้าคำนวณใน SET 50 ล่าสุดได้มีการแต่งตั้ง ดร. วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานกรรมการบริษัท และนายปลิว ตรีวิศวเวทย์ เป็นรองประธานกรรมการทั้งนี้ บริษัทถือว่ามีความพร้อมด้านการลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งรัฐบาลก็อยู่ระหว่างการอนุมัติโครงการใหม่ๆเพิ่มเติม เช่น มอเตอร์เวย์ และทางด่วน อีกทั้งยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีแดง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งบริษัทมีหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.3 เท่า ทำให้ยังสามารถกู้ยืมจากสถาบันทางการเงินได้อีกมาก ขณะที่มองโอกาสขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ โดยเฉพาะในเมียนมาร์ ที่เบื้องต้นจะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้าไปรับงานอีกทั้งในอนาคตคงมีการขยายโรงงานในกัมพูชาเพิ่มอีก 2-3 แห่ง ซึ่งประเมินรายได้ในเบื้องต้นไม่เกิน 20 ล้านบาท/โรง โดยบริษัทจะรับรู้ตามสัดส่วนการถือหุ้นสำหรับการจัดตั้งบริษัทในสิงคโปร์จะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 2/59 เบื้องต้นจะมีทุนจดทะเบียนราว 1.25 แสนเหรียญสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันการเติบโตและการต่อยอดธุรกิจด้านที่ปรึกษาทางการเงินในระดับภูมิภาค เพิ่มช่องทางในการดำเนินธุรกิจให้มีความหลากหลายครบวงจร โดยเฉพาะงานด้านที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อนำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และผลักดันการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แบบ Dual Listing อาทิ การซื้อขายคู่กันไปทั้งตลาดหลักทรัพย์ลาวและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ หลังจากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) อย่างเต็มรูปแบบ,ยังไม่สร่างเมา SET Index ลงต่ออีก 0.4% นัยสำคัญอยู่ตรงที่พลิกจากแดนบวกมาปิดตัวในแดนลบ สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงขายที่ซ่อนอยู่ ซึ่งแรงขายที่กดดันดัชนีในช่วงเช้าจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มสื่อสารเป็นหลัก วันนี้ปรับลดลงต่ออีก 4.27% ต่อเนื่องจากเมื่อวานที่โดนจัดหนักกว่า 5% เท่ากับว่าสื่อสารปรับลงเกือบ 10%ขณะเดียวกันกบง.ยังได้พิจารณาการคำนวณสูตรการผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซิน และสูตรการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ โดยให้มีการผสมในเกณฑ์ขั้นต่ำ จากเดิมที่ผู้ค้าน้ำมันจะใช้เกณฑ์ขั้นสูงในการผสม เช่น E85 กำหนดสัดส่วนผสมเอทานอลไว้ที่ 75-85% ก็ให้ผสมขั้นต่ำที่ระดับ 75% และให้ใช้เกณฑ์ขั้นต่ำในการคำนวณต้นทุนต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนหน้าโรงกลั่นได้ 1 บาท/ลิตร เป็นต้น และจะทำให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันปรับตัวลงตามลำดับด้วย。

SET Index ปรับลดลง 4.84 จุด (-0.38%) ปิดภาคเช้าที่ 1,258.57 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 23,699.24 ล้านบาท, ฮั่งเส็งปิดร่วง 587.28 จุด เหตุกังวลภาคการผลิตจีนย่ำแย่ราคาปิด 46.25 แนวรับ 46-45.50 , 45-44 แนวต้าน 46.50-47.50 ย้อนรอย 6 ปัจจัยสำคัญกดดันตลาดหุ้นตลอดปี 2558แนวรับ 4.06-4.14 บาท 2. ความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ เป็นครั้งแรกของสหรัฐในรอบ 9 ปี ในที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ไปอยู่ที่ 0.5% ในการประชุม 15 -16 ธ.ค. 2558 เนื่องจากเห็นว่า ตลาดแรงงานมีการฟื้นตัวแข็งแกร่ง จนทำให้อัตราการว่างงานล่าสุดลดลงเหลือ 5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดและเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ และหนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากตลาดบ้านทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง ปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันตั้งแต่กลาง 2557 ทั้งนี้แม้ดัชนีภาคการผลิตยังส่งสัญญานการฟื้นตัวอย่างล่าช้าก็ตาม (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของ ISM ยังคงชะลอตัว 5 เดือน) และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุด 0.5% yoy (ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 2%) ทำให้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ (ในประชุม Fed ที่เกิดขึ้นในปีนี้ 2559) น่าจะมีการขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก ทั้งนี้ FED ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายสิ้นปี 2559 จะอยู่ที่ 1.375% (หรือขึ้นอีกราว 0.875% โดยมีการคาดว่าจะขึ้น 4 ครั้ง) ภายใต้สมมติฐานหลักคือ GDP Growth จะเติบโต 2.4% ในปี 2559 และ คาดอัตราการว่างงานจะลดลงมาอยู่ที่ 4.7% ซึ่งจะต้องติดตามผลการประชุมของ FED ในรอบถัดไป ( 26-27 ธ.ค. 2559)แนวรับ : 4.14 / 3.86 บาท,ขณะที่ตลาดจับตาดูการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในวันที่ 26-27 ม.ค. เพื่อจับสัญญาณว่าเฟดจะยังคงคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไปหรือไม่ หลังจากที่คณะกรรมการเฟดได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้วขณะเดียวกันกบง.ยังได้พิจารณาการคำนวณสูตรการผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซิน และสูตรการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ โดยให้มีการผสมในเกณฑ์ขั้นต่ำ จากเดิมที่ผู้ค้าน้ำมันจะใช้เกณฑ์ขั้นสูงในการผสม เช่น E85 กำหนดสัดส่วนผสมเอทานอลไว้ที่ 75-85% ก็ให้ผสมขั้นต่ำที่ระดับ 75% และให้ใช้เกณฑ์ขั้นต่ำในการคำนวณต้นทุนต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนหน้าโรงกลั่นได้ 1 บาท/ลิตร เป็นต้น และจะทำให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันปรับตัวลงตามลำดับด้วย,ในขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดคิดเป็นประมาณ 5,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าระวางเรือจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในปี 2560 เนื่องจากสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในธุรกิจเรือขนส่งสินค้าที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีอัตรากำไร (จากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) ของธุรกิจเรือขนส่งสินค้าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงประมาณ 10% จาก 16% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยรั้วสำเร็จรูปดังกล่าวมีระยะความยาวประมาณ 8 เอเคอร์ หรือประมาณ 20 ไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการติดต้ัง 4 เดือน และจะสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้ทันที ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ของ DAII ปีนี้แตะระดับสูงสุด APM เปิดแผนธุรกิจปี 59 ตั้งเป้าปี 63 รายได้ทะลุ 1 พันลบ.เตรียมตั้งบริษัทในสิงคโปร์,ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบดอลลาร์ หลังจากสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในยูโรโซนทรงตัวที่ระดับ 0.2% ในเดือนธ.ค. แต่อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% และต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ 2% โดยถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลงแนวรับ: 4.72 +/- MATCH จัดทัพใหม่ธุรกิจไม่ทำกำไรตัดขายทิ้ง,ส่ง เกียร์เฮด เข้าSET ไตรมาส 4/59ทั้งนี้ การตัดสินใจไม่ขยายวงเงินสินเชื่อดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่า ธนาคารกลางจีนมีเป้าหมายที่จะคุมเข้มนโยบายการเงิน ตามแผนการของคณะผู้นำจีนที่ต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อหนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนสอน อ่าน เค้า ไพ่,DELTA79.75ขณะที่บริษัทเตรียมเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายปันผล สำหรับผลประกอบการงวดปี 58 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ หลังมีการควบรวมกิจการทำให้ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง โดยจะเสนอในการประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงเดือนเม.ย.59คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) เปิดเผยในวันนี้ว่า ระบบ เซอร์กิต เบรกเกอร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสกัดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดนั้น ได้ช่วยให้นักลงทุนมีความผ่อนคลาย และมีบทบาทในเชิงบวกในการปกป้องสิทธิของนักลงทุนในการซื้อขายเมื่อวานนี้ตลาดภูมิภาคปรับลง [Nikkei225 +0.00%][FBMKLCI +0.44%][HSI -2.31%][SSE +0.17%][TAIEX -2.68%]จากความกังวลในสถานการณ์ตะวันออกกลาง และดัชนี PMI ภาคการผลิตที่หดตัวลงของจีน ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบดอลลาร์ หลังจากสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในยูโรโซนทรงตัวที่ระดับ 0.2% ในเดือนธ.ค. แต่อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% และต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ 2% โดยถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลงส่วนในวันพฤหัสบดีเวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ และในวันศุกร์เวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนธ.ค.INTUCH มูลค่าการซื้อขาย 1,549.60 ล้านบาท ปิดที่ 49.50 บาท ลดลง 2.50 บาท News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 4 ม.ค.59。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’