Features | Security

แจก เครดิต ฟรี ยิง ปลา: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

รางวัล ที่ 1 วัน ที่ 1 มีนาคม 2563,แนวโน้มภาคบ่าย: ระยะสั้นยังพอมี Downside อยู่บ้างในส่วนโครงสร้างการถือหุ้นภายหลังการเพิ่มทุนครั้งนี้ SCB จะเข้ามาถือหุ้นใน GUNKUL สัดส่วน 3.13% ขณะที่กลุ่มตระกูลดำรงปิยวุฒิ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ 53.93% จากเดิมที่ 55.67% สำหรับหุ้น10อันดับแรกที่มีผลกดดันดัชนีมีดังนี้。 ราคาหุ้นบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ปิดตลาดวันนี้ราคาอยู่ที่ 4.80 บาท บวก 0.38 บาท หรือ 8.60% มูลค่าซื้อขายที่ 2.21 พันล้านบาทนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท, นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์, นายฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป, นายทนง โชติสรยุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น,นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินกรุงเทพกลยุทธ์ระยะสั้นเน้นเข้าซื้อลงทุนเมื่อตลาดปรับตัวลง โดยมองว่าที่ระดับ 1,320 1,340 จุด เป็นระดับที่สามารถลงทุนในระยะยาวได้โดยหากอิงจากกำไรตลาดปีหน้าพบว่า ค่า Forward P/E จะอยู่ที่ราว 13.2 13.4 เท่า โดยให้เริ่มยกระดับ Port จาก 60% สู่ระดับ 75% EMC เตรียมเปิดคอนโดฯหรูใจกลางสุขุมวิทภายในม.ค.59-รุกรับงานก่อสร้างรัฐดัชนี 1,329.25 จุด เปลี่ยนแปลง -10.20 จุด มูลค่าการซื้อขาย 19,251 ล้านบาททั้งนี้ สำหรับการซื้อขาย DW28 นักลงทุนซื้อสุทธิ CPAL28C1604A 24.0 ล้านหน่วย WHA28C1602A 5.5 ล้านหน่วย และ S5028P1601B 1.4 ล้านหน่วย ขณะที่นักลงทุนขายสุทธิ PS28C1603A 34.7 ล้านหน่วย PTT28C1607A 18.4 ล้านหน่วย TPIP28C1603A 10.0 ล้านหน่วย ตามลำดับ SET ร่วงหนัก หลุด 1,330 จุด แนวรับถัดไป 1,320 จุด" ตลาดผิดหวังมาตรการอีซีบี ดาวโจนส์ปิดวานนี้ร่วง 252 จุด!"、อย่างไรก็ตาม ตลาดฯยังเฝ้าติดตามการประชุมโอเปค ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ และตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯในวันศุกร์นี้ หากออกมาดีจะยิ่งเป็นตัวสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้สำหรับกลุ่มที่ปรับตัวขึ้น ได้แก่ Call DW บนหุ้นไอซีที ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นอ้างอิง ตัวอย่างเช่น DTAC28C1604A +25.0% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +6.2% ADVA28C1603A +16.7% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +2.0% รวมทั้ง Call DW บนหุ้นพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของราคาหุ้นอ้างอิง เช่นกัน เช่น PTT28P1602A +15.4% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +2.8% เป็นต้น ขณะที่กลุ่มธนาคารยังปรับตัวลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ Call DW หุ้นธนาคารปรับตัวลงด้วย เช่น BBL28C1602A -6.7% เทียบกับหุ้นอ้างอิง -0.3% เป็นต้นขณะที่มองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,100-1,530 จุด โดยปัจจัยหนุนยังประเด็นด้านเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังจากโครงการลงทุนต่างๆของภาครัฐเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนในปีหน้า ทำให้มีเงินสะพัดในระบบเพิ่มขึ้น ส่งผลไปถึงการลงทุนภาคเอกชนและรายได้ของภาคครัวเรือนมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามมาในอีก 1-2 ปีข้างหน้านายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าสินเชื่อของธนาคารในปีหน้าจะเติบโตได้ราว 1 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ที่ธนาคารมองว่าในปีหน้าจะเติบโตในระดับกว่า 3% ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนเมกะโปรเจคต์ของภาครัฐ ทำให้เกิด sentiment ที่ดีต่อการลงทุนทั่วประเทศ รวมถึงการที่รัฐบาลเน้นผลักดันการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งตรงกับเป้าหมายของธนาคารที่จะขยายสินเชื่อเข้าไปในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวปัจจัยไทย รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ เน้นการปรับโครงสร้างทางการค้าและการเดินตลาดเชิงรุก พร้อมทั้งตั้งเป้าผลักดันการส่งออกในปี 59 ให้โต 5% จากฐานปีนี้ต่ำ,EPG ซื้อ ราคาหุ้นเริ่มมีจังหวะฟื้นตัวที่แนวรับกรอบ Uptrend มีสัญญาณกลับตัวจากแท่งเทียนในกราฟระดับชั่วโมงรูปแบบ Hammer เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไรตามตามฟื้นตัว มีแนวต้านแรกที่ 10.80 บาท และเป้าหมายถัดไปที่ 11.20 บาททั้งนี้ บริษัทร่วมทุนใหม่ จะมีบริษัท ห้างเซ็นทรัลดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด ถือหุ้นใหญ่ 50.99% ขณะที่ COL จะถือหุ้น 48.99% โดยแหล่งเงินลงทุนที่ใช้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนจะมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท สำหรับวัตถุประสงค์ในการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจออนไลน์ โดยมีห้างเซ็นทรัลดีพาทเมนท์สโตร์ เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจBMCL(ราคาปิดภาคเช้า 2.00) จับตา! รองนายกฯเรียก 41 สายการบินถกมาตรฐานความปลอดภัย สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เผยราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงปรับตัวลดลง 170 ดอลลาร์ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 9,740 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตำลึงในวันนี้ หรือราคาดังกล่าวเทียบเท่ากับ 1,050.89 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ ลดลง 18.34 ดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด 1 ดอลลาร์สหรัฐ/ 7.75 ดอลลาร์ฮ่องกง EMC เตรียมเปิดคอนโดฯหรูใจกลางสุขุมวิทภายในม.ค.59-รุกรับงานก่อสร้างรัฐ。

TSE จับมือพันธมิตรผุดโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่นเพิ่ม 17 MW-เจรจาอีก 100-200 MW กบง.มีมติตรึงราคา LPG เดือน ธ.ค.ที่ระดับเดิม 22.29 บาท/กก.、IMPACT(+) DTAC DELTA SCB TU KTB KBANK GLOW BH DIF EGCO LPN KKP HANA AAV SSI TCAP S THCOMโดยแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มพลังงาน ธนาคาร และสื่อสารเป็นตัวฉุดตลาดส่งผลให้ Put DW ปรับตัวเพิ่มขึ้นตัวอย่างเช่น PTT28P1602A +9.1% SCB28P1602A +7.0% ADVA28P1604A +4.8% ขณะที่หุ้นอ้างอิงปรับตัวลดลง 2.3% 1.6% 1.5% และ 1.9% ตามลำดับสัญญาทองคำดีดตัวขึ้นเนื่องจากได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโรและสกุลเงินหลักๆ โดยการอ่อนค่าของดอลลาร์จะส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์นั้น มีราคาถูกลงและน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นๆ คำแนะนำของ ASLซื้อระยะสั้นบริเวณแนวรับ 52.50-51.50 บาท แนวต้าน 53.25 บาท ผ่านเป็น Buyทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 11 เดือน โดยมีปัจจัยบวกจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)หรือ สภาพัฒน์คาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยในปี 58 เติบโต 2.9% ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ปี 59 คาดว่าจะเติบโตได้ 3-4% จากผลของการเร่งการใช้จ่ายการลงทุนของภาครัฐ ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจธุรกิจ : ผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำแบบขายตรง,โดยการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นทั้ง 5 โครงการ บริษัทจะลงทุนผ่าน บริษัท เอ็ปโก้ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (EPCOE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อม ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ของจำนวนหุ้นที่ชำระแล้ว โดยบริษัท เอ็ปโก้ กรีน พาวเวอร์ พลัส จำกัด (EPCOG) และบริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด (Bor Ploi) ตามลำดับสำหรับหุ้น10อันดับแรกที่มีผลกดดันดัชนีมีดังนี้"ทั้งนี้ สำหรับการซื้อขาย DW28 นักลงทุนซื้อสุทธิ CPAL28C1604A 24.0 ล้านหน่วย WHA28C1602A 5.5 ล้านหน่วย และ S5028P1601B 1.4 ล้านหน่วย ขณะที่นักลงทุนขายสุทธิ PS28C1603A 34.7 ล้านหน่วย PTT28C1607A 18.4 ล้านหน่วย TPIP28C1603A 10.0 ล้านหน่วย ตามลำดับ"、 CPF ซื้อ ราคาหุ้นลงไปทดสอบแนวรับ 19.50 บาท และเริ่มฟื้นตัวขึ้น มีโอกาสกลับตัวขึ้นด้วยรูปแบบ Double Bottom เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร โดยมีเป้าหมายที่ 20.00 และถัดไปที่ 20.40 บาท แต่ต้องมีแนว Stop Loss ที่ 19.50 บาทแนวรับ 19.30-19.50 บาทการกระทำของนายก่อศักดิ์ นายพิทยา นายปิยะวัฒน์ และนายอธึก ซึ่งเป็นบุคคลวงในเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 สำหรับการกระทำของนายสมศักดิ์ และนางสาวอารียา เข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนการกระทำผิดของนายพิทยาและนายอธึก เป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญาทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 1/59 จะเปิดตัวโครงการใหม่เบื้องต้น 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3 พันล้านบาท และในช่วงต้นปีจะมีการโอนคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน(Backlog)ราว 6.2 พันล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทวางงบซื้อที่ดินในปีหน้าไว้ที่ 1.5-2 พันล้านบาท โดยยังคงสนใจซื้อที่ดินในทำเลส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าเป็นหลัก TU ยกเลิกสัญญาซื้อหุ้น 100% ใน Bumble Bee ยันไม่กระทบต่อธุรกิจนอกจากนี้ บริษัทยังคาดการณ์ค่าเงินบาทในปีหน้าจะอ่อนค่าไปที่ 38 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย แม้ธุรกิจการบินจะได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศไทยถูกปรับลดระดับมาตรฐานการบินจากองค์กรต่างประเทศ แต่เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะจากยุโรป ซึ่งไทยแอร์เอเชียก็จะออกแคมเปญมาสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยด้วย อย่างไรก็ดี บริษัทมีความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่จะกระทบบริษัทบ้าง เพราะมีหนี้เป็นเงินสกุลดอลลาร์ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway down มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงไปที่กรอบล่างของ sideway down หรือแถว ๆ 424 บาท สั้นๆ ดีดกลับไม่ข้ามแถว ๆ 460 บาท แนะนำขาย เพื่อรอซื้อกลับเมื่ออ่อนตัวที่แนวรับข้างต้น ,บริษัทได้รับเงินปันผลในระดับที่น่าพอใจจากบริษัทร่วมที่สร้างกำไร โดยบริษัทร่วมหลักเกิดจากความร่วมมือระหว่างบริษัทกับ บริษัท บีพี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ บริษัท บลูสโคปสตีล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กชั้นแนวหน้าซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในประเทศออสเตรเลีย โดยเงินปันผลเป็นแหล่งกระแสเงินสดที่แน่นอนและสม่ำเสมอของบริษัทเนื่องจากบริษัทร่วมมีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งและมีผลประกอบการทางการเงินที่ดีมากราคาหุ้นบริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือCWTปิดตลาดวันนี้ (3 ธ.ค.) อยู่ที่ 2.56 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 1.59% สูงสุด 2.64 บาท ต่ำสุด 2.52 บาท มูลค่าการซื้อขาย 11.64 ล้านบาท。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?